ลูกอมปีศาจ Solo Exhibition by PARINYA

posted on 24 Jan 2012 23:07 by illblog  in ArtDesign
 
เมื่อชีวิตผู้คนสังคมร่วมสมัยที่ได้รับสื่อต่างๆ ของวัฒนธรรมป๊อป ทั้งที่เลือกเองก็ตาม หรือถูกยัดเยียดให้ก็ตาม
สิ่งเหล่านี้ล้วนมีผลกับความนึกคิดและวิถีชีวิตของผู้คนในสังคม ไม่มากก็น้อย
 
วัฒนธรรมป็อปได้หลอมละลายเป็นเนื้อเดียวกับสังคมเราอย่างแนบเนียน ถูกฉาบไว้ด้วยความหวาน ตื่นตา ชวนลิ้มลอง จนผิวมันวาวเหมือนลูกอม
 
นิทรรศการนี้ เป็นเหมือนการตั้งข้อสงสัย เป็นภาพสะท้อนความนึกคิดรูปแบบหนึ่ง 
ถูกหรือผิดมั๊ยที่เราหลงไปกับรสชาติอันหอมหวานของลูกอมสีสดใส...และเส้นแบ่งของแต่ละคนอยู่ที่ตรงไหน
 
นี่เป็นนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของตัวผมเอง ถ้าใครมีเวลาก็ลองแวะไปเยี่ยมชมกันได้นะครับ
Art Gorillas Art Gallery ลิโดชั้น 2 สยามแสควร์
เปิดงานวันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์นี้ครับ
 
เจอกันครับCool

TOKYO DIARY 2011 : Day 7

posted on 16 Jan 2012 08:10 by illblog  in Livin
อ่านย้อนหลังทริป 2011 Day 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6
 
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ทริปปี 2010 ใช้อ่านประกอบกันได้ เพราะมีบางที่ๆคราวนี้ไม่ได้ไป กดตามลิงค์ด้านล่างได้เลย

Day  1 | 2 | 3 | 3.2 | 4 | 5 | 6 | 7,8

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 7 ครับ
ตอนเช้าไป สวนอุเอโนะ ต่อด้วยฮาราจุ๊กกรู แล้วก็ชิบุยะ(อีกแล้ว) 
 
ออกจากที่พัก เดินข้ามถนนไปฝั่งสวนอุเอโนะ มาสองครั้งอยู่ที่อุเอะโนะ แต่ไม่เคยเดินเข้าไปในสวนเลย-_-'
 
แวะกินข้าวเช้าก่อน จำชื่อร้านไม่ได้ เมนูบ้านๆก็อร่อยดี (ตังเริ่มหมด)
 
ทางเข้าสวน เมื่อคืนฝนตก เปียกๆ เย็นๆ แต่ร่มรื่นมากๆ
 
 
 
ใบไม้เปลี่ยนสี สวยมากๆ
 
อร่ามมาก
 
 
ร่วงหล่นเต็มไปหมด ของจริงนี่สวยมาก
 
เดินต่อไป อันนี้เหมือนเป็นศาลเจ้า เค้าห้ามถ่ายรูปนะ เลยถ่ายมาแต่ด้านนอก
 
ปกติก่อนเข้าสถานที่เช่นวัดหรือศาลเจ้า ต้องล้างหน้าแล้วก็บ้วนปากUndecidedก่อนจะเข้าไปด้านใน เช่นนี้เป็นต้น
 
 
งามมาก
 
ไปเช้าคนไม่ค่อยเยอะ หรือปกติคนก็ไม่เยอะอยู่แล้วรึเปล่า (แต่ถ้าตอนซากุระบานนี่คนเพียบ)
 
 
น้ำค้าง
 
แก๊งค์เด็กชาย
 
แมวเยอะ น่ารักมาก ตัวกลมๆ แมวแก้ผ้าไม่รู้จะหนาวแค่ไหนนะเนี่ย ขนาดคนใส่เสื้อหนาๆยังหนาวอยู่เลย
มีคนเอาอาหารไปให้ กินกันใหญ่เลยMoney mouth
 
แอคหน้าซะเท่เชียว แต่ตัวกลมมาก
 
อีกาก็เยอะ อีกาจริงจังเลยนะ บินกันไปมา บินต่ำด้วย เสียงดังอีก แต่ลงมากินอาหารกับแมวซะงั๊น
 
โพสท่า
 
ร่มรื่นมากจนอยากจะรำไท๊เก็ก
 
 
 
 
ของจริงสวยมากเลย ภาพถ่ายนี่เทียบไม่ติด
 
ถ่ายจากอีกด้านนึง
 
 
เดินไปอีกนิดนึงก็จะเจอพิพิธภัณฑ์ (ในสวนนี้จะมีเยอะมากหลากแนว)
 
อันนี้เป็น Museum of western art
 
 
Rodin - The Gates of Hell ของจริง สุดยอดมาก ทำได้ยังไง ยืนฉงนอยู่นานสองนาน
 
เป็นงานนูนต่ำที่จะเป็นนูนสูงอยู่แล้ว มิติเยอะมาก ทำเอารู้สึกว่าตัวเองนี่กระจอกมาก
 
เดินเล่นเสร็จมาทางอีกฝั่งประตูแล้ว ป้ายต่อไปเป็นฮาราจุกุ
ad Mario 3D
 
เดินมาจากฝั่งถนนเมจิ
 
ข้ามถนนไปเข้าซอยอันนั้น ก็จะเป็นโซนร้านจ๊าบๆทั้งหลายแหล่
 
ขายกันหยั่งกับแผงปลา
 
ในซอย(จริงๆให้ความรู้สึกว่าเป็นดงมากกว่า) จะมีซอยเล็กซอยน้อยมากมาย ร้านต่างๆก็จะอยู่ตลอดทางเดินเลย
ถ้าใครชอบสตรีทหน่อยนี่เพลินสุดๆ
 
Jackrose ร้านแจ๊กเก็ตหนังสไตล์อีกา
 
Kicks Lab ขายพวกสนีกเกอร์สวยๆ โดยเฉพาะตระกูล Air Jordan
 
 
Kiks Tyo อีกสาขานึง อันนี้จะอยู่ชั้นสอง
 
ประกบคู่ความแพง ชั้นล่างเป็นร้าน Neighborhood ยีนส์เทพ ชั้นบนเป็น Supreme แพงไม่แพ้กัน
 
กราฟิกน่ารักดี
 
เหลือคู่ละพันกว่าบาท
 
น่ารักดี อยากได้บ้านแบบนี้
 
กระเป๋านักเรียน
 
เดินอ้อมออกมาถนนใหญ่ อันนี้คาราวานรถ...ที่จริงเหมือนบิลบอร์ดเคลื่อนที่มากกว่า
 
กลับมาในอีกซอย อันนี้ร้าน Headporter
 
เดินมั่วๆ ไปเจอร้าน Lemonade ซึ่งเป็นร้านขายของที่เกี่ยวกับ Hide แห่ง XJapan ขวัญใจวัยรุ่น(ตอนปลาย)
ผู้ล่วงลับ ร้านอยู่ชั้นบน มีขายตั้งแต่ CD Album ของจุ๊กจิ๊ก ตุ๊กตา บุ๊คเลต กีตาร์ก็มีนิดนึง (เสียดาย Hide Museum ที่เพิ่งปิดไป ไม่มีโอกาสได้ไป แต่มีแบบ Visual Tour ให้เข้าไปดูกันได้ที่นี่)
 
อันนี้เด็ดไม่แพ้กัน เป็นแกลลอรี่บ้าๆ ชื่อ Design Festa
ให้ศิลปินมาเช่าแสดงงานกัน เป็นห้องๆ
 
บ้าไม่บ้าลองดู
 
มีคาเฟ่เล็กๆด้วย แต่ไม่ได้ลอง
 
ทางไปด้านหลัง เท่ดี
 
 
ขึ้นมาชั้นสอง จะเป็นห้องๆ สีสะใจสุดๆ
 
แต่ละห้องก็จะเป็นอะไรแบบนี้ มีงานหลายแบบ หลากสไตล์ เท่าที่เห็นจะหนักไปทางแอพสแตรคแบบป๊อปๆคันๆ
 
ออกมาจากแกลลอรี่ ก็เจอร้านอะไรไม่รู้ รู้แต่ว่าของในร้านเก๋ๆทั้งนั้น
ทีวีสวยดี
 
เดินต่อมาทาง Cat street อีกครั้งนึง เดินเพลินๆ ไม่ได้มีเป้าหมายในการซื้อของ
 
น่ารักดี
 
ร้าน XLarge มีสองชั้น อีกชั้นจะอยู่ใต้ดิน
 
อยากจะถอดเอากลับบ้าน
 
เดินทะลุออกมาฝั่ง Ometesando จะมองดีๆในซอยจะมี Marimekkoอยู่  แต่หาไม่ยากหรอก ป้ายใหญ่ขนาดนี้
 
จากมาริเมกโกะ เดินต่อมาทางซอยด้านขวา ตรงไปนิดนึงจะเจอช้อป Bape ที่ใหญ่มากๆช้อปนึง
 
มีสามชั้นแน่ะ แต่ของตอนนี้ก็คล้ายๆกับสาขาชิบุยะนะ
 
ร้านอะไรไม่รู้ แต่น่ารักมาก เหมือนป้อมยาม
 
เดินมั่วๆมาอีกเจอร้าน Alife ร้านสตรีทจากฝั่งนิวยอร์คอีกร้านนึง
 
เริ่มหิว เดินหาข้าวเย็นใส่ท้องก่อน
เดิมๆไม่อะไรมาก ยังคงอร่อยต่อไป (ทริปนี้ไม่เน้นกิน เสียใจด้วยถ้าใครจะดูของน่ากิน)
 
เดินมาถึงซอย Takeshita (ที่เราว่าเหมือนประตูน้ำ) ขายของจุ๊กจิ๊ก เอาใจเด็กวัยรุ่นมัธยม
ที่รำคาญซอยนี้คือ ชอบมีคนผิวสีมาโบกๆให้ไปดูของที่ร้าน สร้างความน่ารำคาญอย่างยิ่ง
 
 
เดินทะลุออกมา จะไปต่อชิบุยะส่งท้าย
 
อารมณ์ว่ามาร่ำลาก่อนจะกลับประเทศ...
 
ภาพก็มุมเดิมๆนะ แต่แฝงความอาลัยอาวรณ์ไปด้วย
 
ถ่ายจากทางเชื่อมสถานีรถไฟ
 
ภาพที่เห็นเป็นภาพเขียนของ อ.Taro Okamoto ศิลปินระดับตำนานของญี่ปุ่น
 ภาพนี้ชื่อภาพ "Myth of Tomorrow" สะท้อนเหตุการณ์สงครามในช่วงที่โดนนิวเคลียร์ถล่ม
ตอนสงครามโลกครั้งที่ 2
 
อันนี้เป็นป้ายร้านเสื้อผ้านะ แปลกดี
 
ไปแวะ Tsutaya อีกที ได้ลอง PSVita โอวก๊อด ภาพหยั่งกับ PS3 รอก่อนเถอะแกUndecided...(วันที่ลองเครื่องยังไม่ออกขาย แต่เป็นตัวให้ลองเล่นเกมที่จะออกล๊อตแรกได้ เพลินเลย)
 
อ่ะส่งท้าย
 
มื้อดึกตามระเบียบ รสนี้ไม่ค่อยโดน มะเขือเทศเยอะเกินไปหน่อยนะ (ความเห็นส่วนตัว)
 
 
แล้วก็เจอรายการทีวีอันนึงที่เคยเขียนถึง ทำให้ได้รู้ว่า ทำไมประเทศถึงเจริญมาได้ขนาดนี้ทั้งๆที่โดนนิวเคลียร์ไปสองลูก แถมแพ้สงครามด้วย
รายการนี้มันว่าด้วยเรื่องนี้
 
สรุปค่าใช้จ่ายของวันที่ 7
Lunch 430 yen
Dinner 430 yen
Recolo Camera 6,930 yen
Uno Wax 598 yen
Bearbrick 500 yen
Sapporo Beer 230 yen
Cup Noodle 195 yen
Total : 9,313 yen
 
จบวันที่ 7
วันที่ 8 เป็นวันส่งท้ายทริป มานั่งเขียนย้อนหลังแล้วก็อยากจะไปอีกน้าา แน่จริงจัดโปรโมชั่นตั๋ว 0บาทมาซี่~
 
 
 
 


edit @ 18 Jan 2012 13:18:20 by PARINYA

TOKYO DIARY 2011 : Day 6

posted on 06 Jan 2012 08:46 by illblog  in Livin
 
อ่านย้อนหลังทริป 2011 Day 1 | 2 | 3 | 4 | 5
 
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ทริปปี 2010 ใช้อ่านประกอบกันได้ เพราะมีบางที่ๆคราวนี้ไม่ได้ไป กดตามลิงค์ด้านล่างได้เลย

Day  1 | 2 | 3 | 3.2 | 4 | 5 | 6 | 7,8

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เขียนมาถึงวันที่ 6 แล้ว
วันนี้ไม่ค่อยได้ถ่ายรูปเพราะเน้นเดินไปเดินมา ดูนู่นนี่มากกว่า
 
 
 
ออกจากที่พักเดินไปรถไฟตามสูตรเดิม อากาศครึ้มๆ พยากรณ์บอกว่าฝนจะตก ซึ่งก็ตกจริงๆน่ะแหละ
แต่ญี่ปุ่นเวลาฝนตกไม่เหมือนบ้านเราที่ตกจริงจัง ของเค้าตกแบบปรอยๆ เม็ดๆเล็กๆ ออกแนวละออง
ไม่ถึงกับเปียกโชก
 
ป้ายเหลืองๆนี่คือตึกขายของเล่นที่ว่า ตอนดึกๆชอบเดินแวะเข้าไปดู เพลินแท้
 
นั่งรถไฟมาเช่นเดิม ลงสถานี Shibuya
 
AKB48 ของเค้าดังจริงๆตอนนี้ ไปไหนก็ต้องเจอ วงบ้าอะไรคนเยอะขนาดนั้น
(เกือบร้อยคน) 
 
ตู้ Free Magazine ทำซะเรียบร้อยเลย
 
กินข้าวเช้าก่อน วันนี้กินแบบประหยัดเช่นเดิม Yoshinoya อีกแล้ว
 
ส่วนตัวก็ยังชอบกินอยู่ดี ง่ายๆ อร่อยดี ที่สำคัญ ราคาถูกรับได้ มีหลายเซ็ตหลายโปรโมชั่น บวกไข่ดิบ ออปชั่นก็มี
แต่มาเปิดที่ไทย ไม่มีไข่ดิบ รสชาติไม่โดนเท่าที่ควร
 
อิ่มแล้วก็เดินต่อไปร้าน Project 1/6 (ที่เคยได้รีวิวคร่าวๆไปในเอนทรีวันแรกไปแล้ว)
 
1000%
 
Chalie Brown 1000% ที่พึ่งออกมาขาย
 
สินค้า Exclusive ของทางร้าน
ซื้อbearbrickไปสองตัวกับเคสใสไปสองแพ๊ค ตอนแรกพนักงานจะให้บัตรสะสมแสตมป์ แต่พอพนักงานเห็นเราไม่ใช่คนญี่ปุ่น เลยให้เป็นBearbrickแทน ให้เลือกว่าจะเอาตัวสีขาวหรือสีดำก็ได้ แจ๋วเลยยCry
 
เซ็ตโดราเอมอน ที่จริงมีเดคิซึงิอีกตัว ที่เป็น Exclusive ของทางร้าน (แต่เคยเห็นคนเอาเข้ามาขายเหมือนกัน)
 
หมอนกล้วย Andy Warhol
 
เคส Bearbrick สองกล่องใหญ่ พลาดตรงที่ว่ารีบซื้อไปหน่อย เพราะขี้เกียจเดินมาอีกรอบตอนเย็น
กลัวปิด เลยต้องถือเดินทั้งวันหนักไม่ใช่เล่น แต่ราคาถูกกว่าบ้านเราเท่านึง ต้องซื้อล่ะ
 
แล้วก็เดินไป Tokyu Hand อีกครา ใช้เวลาพอสมควรเดินดูนู่นนี่มากมาย
 
ตรายางลวดลายต่างๆ สวยดี
 
ของเล่นที่วางให้เล่นอยู่ เต้าหู้พลาสติกพวกนี้พื้นผิวไม่เหมือนกัน บางตัวจะลื่น บางตัวจะสากๆ
ให้ใช้ตะเกียบคีบไปไว้ในชาม สนุกดี  ไม่ง่ายอย่างที่คิด
 
เปลี่ยนมาคีบถั่วบ้าง
 
โคดRubik หมุนหยั่งกับทรานฟอร์มเมอร์
 
ฝนเริ่มตกแล้ว เลยเดินไป Tsutaya ในตึก Qfront (ตึกที่ตะหง่านอยู่ตรง 5 แยก)
Tsutaya สาขานี้มีหลายชั้น แบ่งตามหมวดหมู่ มี Starbucks อยู่ชั้นสอง มีที่นั่งริมกระจกไว้นั่งดูคนข้ามถนนได้
ชื่อวงกับปกก็สะดุดแล้ว เพลงดีด้วย
 
อันนี้แนวไอดอล
 
ส่วนชั้นล่างจะเป็นเกม และการ์ตูนอนิเมทั้งหลายแหล่ อลังการสะใจสุดๆ
3DS ให้เล่นได้ มีเครื่องusedขายด้วย
 
ที่เด็ดกว่าคืออันนี้ PS Vita แต่ตอนที่ไปมันยังไม่วางขาย เสียดายนิดๆ
ถึงมีขายแล้วก็คงไปต่อแถวกับเค้าไม่ไหวFoot in mouth (วันแรกเปิดตัวขายไปสามหมื่นกว่าเครื่อง)
 
มีให้ลองเล่นอีก ยืนเล่นอยู่พักนึง มันส์จริงๆ ภาพเกือบจะ PS3 แล้ว เจ๋งโคดUndecided
แต่ขอรอเครื่อง Gen 2 ดีกว่า...
 
 
Bershka ใหญ่ดี แต่ไม่ได้เข้าไปดู คงคล้ายๆที่ไทยมั๊ง
 
Bape ถึงคุณNigoจะขายกิจการให้ I.T ไปแล้ว แต่หลังๆเสื้อผ้าออกถี่กว่าเดิมมาก แต่ก็รู้สึกเลยว่าขาดหายอะไรไปซักอย่าง ความขลังหายไปครึ่งนึงเลย
 
 
Disney Store ร้านขายของดีสนีย์ คนที่ชอบน่าจะสนุกทีเดียว เพราะมีตั้ง 3 ชั้น มีขายตั๋ว Disneyland ด้วย
 
 
 
ข้าวเย็นเจ้าเดิม ใส่ไข่ดิบ ราคาประหยัด
 
ร้านรองเท้าตกแต่งน่ารักดี
 
อันนี้ประมาณ 6 โมง แต่มืดซะแล้ว ชอบนึกว่าดึกทุกที วันนี้หนาวทีเดียว แต่เดินเพลินสุดๆ
 
มุมบังคับเวอร์ชั่นฟ้ามืด
 
กว้างๆพาโนดี คนเยอะคึกคัก
 
ตกแต่งต้นไม้่ช่วงคริสต์มาส
 
เมื่อยได้ที่แล้ว ของได้เรียบร้อย กลับบ้าน
สถานีชิบุย่า จะมีร้านอยู่ร้านนึงชื่อ Ranking เห็นเอ็มบอกว่าเป็นร้านที่ขายแต่ของฮิตติดชาร์ต
คอนเซปต์ก็เข้าท่าดีนะ เข้าไปมีแต่ของใช้จุ๊กจิ๊ก แต่ล้วนเป็นของที่นิยมอยู่ ณ ขณะนั้น
 
น่ารักดี
 
อันนี้ก็สวย จำชื่อนักวาดไม่ได้ ใครรู้บอกหน่อย
 
รอรถไฟ
 
 
ปรี๊ดปร๊าดสะจายย
 
เจออีกละ โปสเตอร์แคมเปญนี้ อันนี้แปลกดี
 
เดินผ่านร้านหนังสือแถวที่พัก เจอรันม่าทำปกใหม่ สวยดี กราฟิกมากๆ
 
ลอบบี้โรงแรม นั่งๆเพลินๆ มีเก้าอี้นวดอยู่ขวามือด้วย มีWi-Fiให้ใช้ด้วย
 
ปลาในลอบบี้ ดูหงอยๆ
 
 
มื้อดึกแบบประหยัดเหมือนเดิม แต่รสนี้ชอบอยู่แล้ว ข้นๆนมๆดี สมชื่อ
 
สรุปค่าใช้จ่ายวันที่ 6
Yoshinoya Lunch 480 yen
Bearbrick 1,500 yen
Bearbrick Clear Box 3150 x 3 = 6,300 yen
Yoshinoya Dinner 380 yen
Boots 4,935 yen 
Cup Noodle 195 yen
Sapporo Beer 217 yen
Total : 14,007 yen
 
 
 
 
 


edit @ 10 Jan 2012 21:31:33 by PARINYA

TOKYO DIARY 2011 : Day 5

posted on 28 Dec 2011 18:14 by illblog  in Livin
อ่านย้อนหลัังทริป 2011 Day 1 | 2 | 3 | 4
 
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ทริปปี 2010 ใช้อ่านประกอบกันได้ เพราะมีบางที่ๆคราวนี้ไม่ได้ไป กดตามลิงค์ด้านล่างได้เลย

Day  1 | 2 | 3 | 3.2 | 4 | 5 | 6 | 7,8

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 
มาเขียนบันทึกทริปต่อวันที่5ครับ
 
ก่อนอื่นก็สวัสดีปีใหม่ทุกๆก่อนเลยครับ ความสุขมีได้ทุกขณะจิตครับ:)

 
 
 
 
วันที่ 5 นี้จะไปรอบนอกนิดนึง คือแถบที่ยื่นออกไปจากสถานี Shibuya ก็จะมี
Daikanyama, Jiyugaoka, Naka-Meguro แล้วอีกที่จะเป็น Tokyo Tower
ซึ่งสามย่านด้านบนจะเป็นสไตล์ เนียนๆ เดินสบายๆ ช้าๆ มีเวลามากพอให้ใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ ระหว่างทาง
(เหมาะจะเอามาเป็นวันเบรคหลังจากการเดินแบบจริงจังมานะ Cry)
 
 
 
 
เช้าวันนี้ประหยัดค่าอาหารเช้าก่อน กินข้าวปั้นที่ซื้อไว้จากLawsonเมื่อคืนนี้
จืดๆ แต่พอได้ การกินแบบนี้เป็นมื้อเช้าช่วยประหยัดได้เยอะพอดูเลย
 
 
วิวจากหน้าต่างห้อง ชั้น4
 
ออกเดินทางช่วงสายๆ ด้วยการนั่ง JR ไป Shibuya และไปต่อสาย Tokyu Toyoko (จะง่ายมากขึ้นถ้าใช้พวกบัตรสะดวกผ่าน Pasmo, Suica)
อากาศดี เหมาะแก่การเดินเล่นเรื่อยเปื่อย
 
วิวด้านนอกประมาณนี้...
นั่งสาย Tokyu Toyoko ออกไปถึงปลายสายของทริปเราก่อน ก็คือ Jiyugaoka แล้วค่อยไล่ย้อนกลับมาฝั่ง Shibuya
 
 
 
เอาล่ะ ถึงสถานี Jiyugaoka แล้ว
ย่านนี้จะเด่นพวกร้านขนม สไตล์ฝรั่งเศส ร้านเค้กอะไรแบบนี้จะเยอะหน่อย Undecided 
แล้วสำหรับคนชอบกล้องทอยก็มีร้านดังๆเช่น Popeye Camera ด้วย (แต่คราวนี้ไปแล้วปิด แต่จากที่เคยได้มาครั้งนึง คิดว่าของแต่งเยอะจริง แต่ราคาพอตัว ซื้อกล้องไปเลยคุ้มกว่า เพราะถูกกว่าเยอะ)
 
 
เงียบๆ เอื่อยๆ แต่จะมีร้านต่างๆ แฝงตามระหว่างทาง
 
ร้านของเล่น ของจุ๊กจิ๊ก
 
 
 
 
สวนแบบนี้น่ารักดี อยากทำที่บ้านบ้าง
 
คนไม่ค่อยมีหรอก เพราะเราไปเร็ว ปกติคนจะเยอะหน่อยตอนช่วงเย็นๆ
 
 
ร้าน Cibone เป็นร้านของใช้ ของแต่งบ้าน สวยๆ เน้นดีไซน์เป็นหลัก และมีหลายหมวดให้เลือกดูเลือกช้อป
 
ชอบมุมนี้มาก เสปซน่าทำเป็นบ้านเหลือเกินUndecided
ชั้นล่างนี้จะเน้นพวกของจุ๊กจิ๊ก เก๋ๆ เท่ๆ เครื่องเขียน ของใช้หลายหลายกันไป
 
ปฏิทินของ DBros ก็มีขายด้วย
 
ชั้นสอง จะเน้นไปที่เฟอร์นิเจอร์ และของแต่งบ้าน
 
 
เนียนตาไปหมด
 
เดินไปเรื่อยๆ ด้วยความเร็วหอยทาก
 
ร้านสารพัดของกุ๊กกิ๊ก ถ้วยชามกาน้ำอะไรแบบนั้น
 
ร้านสวยๆ ระหว่างทาง
 
 
 
 
น่ารักดี
 
ร้านเครื่องเขียนเท่ๆ อยู่ชั่นใต้ถุน
 
ด้านขวามือในรูป จะเป็นตึกรวมช๊อปต่างๆไว้เช่น Marimekko
 
Marimekko อยู่ชั้นสอง ของสูสีกับสาขา Omotesando 
 
อันนี้หน้าร้าน Popeye Camera ที่บอกไปข้างต้น เป็นวันที่ปิดพอดี เสียดายนิดๆ
 
เดินมาอีกฝั่งนึง เพื่อไปสู่ Green street
 
ข้ามทางรถไฟไป
 
ก็จะเจอกับ Green Street แห่งนี้
เป็นถนนที่มีทางเดินสองฝั่ง ที่นั่งตรงกลาง และต้นไม้ร่มรื่น สวยมากๆ 
ถ้าให้เลือกอยู่อาศัยที่โตเกียว ก็จะเลือกที่นี่ก่อนเลยไม่ต้องสงสัย
 
 
อากาศก็เย็นๆกำลังดี ถ้าได้โกโก้ร้อนซักหน่อยนี่สุดยอด
 
 
ช่วงคริสต์มาส ก็ประดับกันทุกที่
 
เดินๆไปซักพัก ได้ยินเสียงเบสเล่นอยู่ แบบว่าเท่ๆ ฟังก์กี้นิดๆ เล่นไหลๆเพราะๆ...เจอเฮียคนนี้ เลยขอให้พี่แกเล่นโชว์หน่อย พี่ก็ตบเบสเป็นไฟเลยทีเดียว แต่ยังฟังก์เท่ๆอยู่นะ ชอบมาก เพราะมันเข้ากับสภาพแวดล้อมมากๆ
ไม่เคยคิดว่าเบสจะเข้ากับสภาพแวดล้อมแบบนี้ได้ขนาดนี้ ประทับจิต...
 
คนพาสุนัขมาเดินเล่นเยอะมาก เห็นเป็นสิบ
 
บ้านส้ม อยู่ดีๆก็โผล่มากลางซอยที่มีแต่ตึกสีคุมโทน
 
 
 
 
อันนี้เป็นตึกท้ายถนน คล้ายๆเป็นอเวนิวเล็กๆ ด้านบนจะมีโซนขนมที่เค้าชอบรีวิวกัน ชื่อ Sweet Forest 
 
อันนี้แหละ ขึ้นมาชั้นสองก็เจอเลย
 
ด้านใน ไดคัทต้นไม้ตกแต่งเหมือนป่าน่ารักๆตามชื่อ เป็นโซนที่รวมร้านขนมต่างๆ ที่คิดว่าคงจะฮิต มารวมฮิตให้เลือกลองกัน ทั้งเค้ก เครป ชูครีม อะไรแบบนี้
แต่ส่วนตัวลงความเห็นกับเอ็มแล้วว่ามันดูเป็น food court ไปยังไงบอกไม่ถูก เลยไม่ได้ลอง 55
 
เดินออกมาย้อยกลับไปทางหัวถนน จะหาข้าวกลางวันละทีนี้
 
ร้านอาหารระหว่างทาง น่ารักดี
 
เจอละ ร้านน่าสนใจ ราคาพอได้ เป็นร้านเล็กๆ มีโต๊ะเล็กๆด้านนอกสองสามโต๊ะ น่ารักดี
แต่เรานั่งด้านในร้าน ส่วนเมนูก็จะเป็นแนวแกงกะหรี่ญี่ปุ่น(มีจัดเป็นเซ็ตอาหารกลางวัน)
หรือไม่ก็แนวอิตาเลียนไปเลย พวกชา กาแฟก็มี เหมาะกับนั่งจิบดูวิวด้านนอกเหมือนกัน
 
 
มื้อเที่ยง
 
ภายในร้าน ออกแนวยุโรป
 
กินเสร็จก็ออกมาเดินเล่นต่อ
 
ร้านขายดอกไม้
 
 
 
 
 
เดินต่อไปเรื่อยๆ ตอนนี้เอ็มพยายามหาร้านขนมร้านนึงอยู่
 
 
 
ร้านนี้แหละ TOKYO SWEETS FACTORY
 
ตัวร้านอยู่ชั้นใต้ดิน ต้องเดินลงบันไดไป
 
ร้านน่ารักดี สวยๆ สบายๆ
สั่งเค้กมากินกัน อย่างอิ่ม
 
 
รสชาติใช้ได้ แต่ที่เด่นกว่าคือร้านสวย
 
วิวเมื่อมองไปทางหน้าต่าง
 
 
ท้องอิ่มเรียบร้อย ทีนี้ก็จะไปสถานีต่อไป ก็คือ Naka-Meguro ด้วยการนั่งรถไฟสายเดิมย้อนทางกลับไปแค่นั้นเอง
ไม่นานก็มาถึงเรียบร้อย
 
 
 
 
 
ที่นี่มีจุดเด่นก็คือคลองที่ตัดผ่านกลาง สวยมาก เดินออกมาจากสถานีนิดเดียวก็จะได้เห็นเลย
 
 
ถ้าเป็นช่วงซากุระ ต้นไม้ที่อยู่ล้อมคลองจะออกดอกบานสะพรั่ง คงสวยน่าดูชมCool
 
 
 
ระหว่างทางเดินก็จะมีภาพวาดของเด็กๆติดอยู่หลายภาพ คิดว่าแคมเปญรณรงค์รักษาสภาพแวดล้อม
 
 
Naka-meguro ไม่ใช่ย่านทันสมัย หรือมีร้านดังหวือหวา แต่เป็นสถานที่เงียบสงบ มีร้านรวงแซมระหว่างที่อยู่อาศัย มีคลองสวยๆ และมีต้นไม้เยอะ คนไม่พลุกพล่าน ถนนสะอาด รวมๆแล้วชอบมาก
 
 
 
 
 
ในย่านอันเงียบสงบแบบนี้ ก็ยังมีร้านสักได้อีก งงๆดี
 
อันนี้ร้านขนมเด็ก คือมีขนมและอาหารสำหรับเด็กเลย มีที่ให้เล่นพร้อม ส่วนร้านสักก็อยู่ติดกับร้านนี้น่ะแหละ
ช่างขัดกันดีแท้~
 
เดินไปอีกนิดหน่อย ก็จะเจอร้านอีกนิดหน่อย...
ป้ายร้านน่ารักดี
 
COW BOOKS ขายหนังสือเก่า เท่ๆ ใครเป็นนักสะสมหนังสือนี่ห้ามพลาดเลย ร้านสวยด้วย เล็กๆ แต่มีรายละเอียด
มีของที่ระลึกของทางร้านขายด้วย
 
คือพอเห็นหลายๆร้านในแถบนี้แล้วนึกสงสัยขึ้นมาว่า อยู่กันได้เหรอ...
ขายของกันตามใจตัวเองสุดๆ มีร้านนึงขายแต่กระดุม ร้านจริงจังเลยนะ ไม่ใช่ไก่กา แต่งร้านสวยๆเดิ้นๆเลย แล้วขายแต่กระดุม เม็ดนึงหลายร้อยด้วย เป็นกระดุมมีดีไซน์ มีชาติตระกูล แล้วแต่ละร้านก็ขายแต่อะไรแบบนี้...เป็นไปได้มั๊ยว่า ประเทศเจริญแล้ว ผู้คนจะข้ามเสตปหาเงินเพื่อปากท้องไปแล้ว และมีเงินมากพอจะใช้จ่ายอย่างอื่นในขั้นต่อไป ทำให้ร้านแบบนี้ในญี่ปุ่นมีเยอะ...Laughing  หรืออีกสมมุติฐานนึง ร้านพวกนี้เป็นร้านของคนรวยๆ ขายคนรวยๆLaughing
 
อันนี้ร้านอะไรไม่รู้ แต่ป้ายน่ารักดี
 
แยะขยะ
 
ถ่ายจากอีกฝั่งนึง
 
 
งงๆ แต่น่ารักดี
 
หมดซอยแล้วก็เดินออกมารอบนอกฝั่งถนนใหญ่...
กระป๋องอัดเป็นก้อนเหลี่ยม ดูเป็นระเบียบเรียบร้อย (อันนี้ถ่ายจากหน้าโรงงานอัดเลย)
 
ลองสัมผัสดูนี่แข็งโป๊ก ชนิดว่าไม่มีช่องว่างให้มันยุบตัวเลย
 
สรุปแล้ว Jiyugaoka และ Naka-meguro เหมาะกับการเดินเล่นเพลินๆ ไม่คาดหวังร้านดัง ไม่หวังช้อปปิ้ง แต่ชอบบรรยากาศดีๆ ขนมอร่อยๆ ธรรมชาติ ต้นไม้ ดอกไม้ และความเงียบสงบ ทำให้เห็นบางอย่างที่เหมือนจะขาดหายไปในชีวิตของตัวเอง ทำให้เห็นรายละเอียดบางอย่างที่หลงลืมไปแล้วจากชีวิตประจำวันที่เร่งรีบ...ใครมาเที่ยวแล้วพอมีเวลา ขอให้ลองมาเพลินๆกันดู~
 
เดินเล่นไปอีกซักพัก เวลาก็เริ่มบ่ายแล้ว ไปต่ออีกป้ายนึง Daikanyama นี่เอง
Daikanyama จะไม่เหมือนสองแห่งแรก เพราะจะมีร้านเก๋ เท่ๆ คูลๆ แทรกอยู่เต็มไปหมด แต่แทรกแบบเนียนๆนะ
ไม่โฉ่งฉ่าง อยู่ผสมกับพวกบ้านเรือน สวยงามน่าอยู่น่าเดิน
วิธีการมาก็แสนง่าย ถ้ามาจาก Shibuya ก็แค่นั่งต่อมาอีกสถานีนึงของเส้น Tokyu Toyoko
หรือถ้ามาจาก Naka-meguro ก็แค่นั่งย้อนกลับมาทางฝั่ง Shibuya
 
 
มาถึงแล้ว
 
ร้านสวยๆเริ่มปรากฏให้เห็น
 
 
ดิสเพลย์สวยๆ มีให้เห็นตลอดทาง
 
อันนี้ป้ายร้านตัดผม
 
 
 
 
Bonjour ร้านซีดีเพลงเท่ๆ เท่าที่ดูส่วนใหญ่จะเป็นเพลงสบายๆ หรือดนตรีอิเล็คทรอนิคซะส่วนมาก
ใครชอบแนวนี้คงอยู่นานหน่อย
 
เดินต่อมาอีกนิดนึงจะเจอร้าน Rootote
เป็นแบรนด์กระเป๋าที่เน้นขาย totebag หลากหลายดีไซน์ หลายหลายศิลปินที่มาร่วมแจมหลายโปรเจค
 
ร้านอะไรไม่รู้ แต่ชอบตัวตึก น่ารักดี
 
 
อันนี้เป็นโซนรวมร้านฮิต ร้านเก๋ เคยมาครั้งนึงแต่ข้องใจเล็กน้อยเพราะไม่ได้ขึ้นไปชั้นบน คราวนี้ขอดูหน่อยว่ามีอะไรดี
 
Mangart by Beams เป็นอีกคอนเซปต์สโตร์ของ Beam (ขึ้นบันใดมาจากช๊อป headporter)
เป็นร้านขายของในสไตล์ Manga โดยศิลปินต่างๆนั่นเอง ก็จะมีเสื้อยืด ของจุ๊กจิ๊ก ของเล่น
ที่ฟินสุดๆคือ เจอ Bearbrick ของ Beams ทั้งสามตัว ที่เอาคาแรคเตอร์ของ Fujio Akatsuka นักเขียนการ์ตูนรุ่นเดอะ
มาพิมพ์บนBearbrick วางขายอยู่3ตัว หลังจากตามหาในebayมาพอสมควร ซึ่งถึงเจอราคาก็สูง แต่อันนี้ราคาเดิมๆเลย สอยมาด่วนๆทั้งสามตัว
 
Paul x คอนเซปต์ช้อปของ Paul Smith ในสไตล์แคชชวล
 
 
ดึกๆจะเปิดไฟแบบนี้ มีหลายก้อนหลายสี
 
 
 
 
 
เสร็จสิ้นการเดิน Daikanyama ยังพอมีเวลา เลยกะว่าจะไป Tokyo Tower
เพราะเป็นทางกลับที่พักอยู่แล้ว ไปด้วยการนั่งรถไฟไปลงสถานี Akabanebashi แล้วเดินต่อไปอีกหน่อยก็ถึงแล้ว
 
ออกมาจากสถานีก็เห็นเลย เดินตามไปเรื่อยๆ
 
ของจริงอลังการมาก ไม่เคยคิดว่าอยากจะมาเลย แต่พอได้มาเห็นของจริงแล้วความคิดเปลี่ยน
 
ทางเข้าก็จะมีจุดสวยๆให้ถ่ายรูปกันได้
 
เด็กๆเพียบ
 
 
ไปถึงเคาน์ทเตอร์ซื้อบัตรคนละใบ คนละ 820 yen เพื่อขึ้นลิฟท์ไปยังจุดชมวิว
ขึ้นมาถึงก็จะเป็นหน้าต่างบานใหญ่ๆ สี่ทิศ มีจอ interactive ให้เล่นด้วย จะเป็นการบันทึกด้วยกล้องวิดีโอตั้งแต่เชายันมืด แบบพาโนรามา เจ๋งดี
 
ยืนดูวิวกัน เพลินทีเดียว
 
 
 
วิวด้านนอกจากหลายๆฝั่ง
 
 
สนามบอล
 
 
 
 
 
เห็นที่สว่างๆบนพื้นนั่นมั๊ย อันนั้เป็นหน้าต่างมองลงไปด้านล่าง
 
เสียดายบานเล็กไปหน่อย แต่ถ้าเป็นตอนกลางวันถ้าจะเสียวกว่า
 
 
ตอนจะเดินไปลงลิฟท์ เจอวงดนตรีหญิงสามชิ้นมาเล่น รู้สึกคุ้มมากได้ที่ได้ดู unseen มาก (แต่เค้าห้ามถ่ายรูป)
ชื่อวง Modea (ลองหาใน youtube ดู) คาแรคเตอร์ชัดทุกคน ไวโอลินยืนกลางตัวเล็กๆ ผมสีดำสั้น ดูสง่า
มือเปียโน ผมหน้าม้าหวานๆ คิกขุแบบเก๋ๆ เด็ดสุดคือเจ๊มือเพอร์คัสชั่น ผมฟูๆ หน้าตาสวยเลย ดูเป็นผู้นำ ใส่กางเกงขาม้า ตีกลองหลายชิ้น เครื่องดนตรีเพียบ เล่นด้วยท่าทางและสีหน้าแบบว่า โคดสนุกกับการตีกลองอ่ะ ที่สำคัญ วงนี้เพลงเพราะเลย เพราะหยุดยืนฟังไป 6-7เพลงได้ แบบว่าเหมือนโดนสะกด เจ๋งๆ
 
พื้นยิงโปรเจคเตอร์อินเตอร์แอคทีฟนิดหน่อย ตอนขาออก
 
นั่งเล่นดูวิวกันไป...
 
นั่งอยู่นานก็สังเกตุเห็นว่ากลุ่มคนประมาณ 40-50คน แหงนมองอะไรหว่า
 
เงยหน้าขึ้นไปก็เจอกับการแสดงแสงสีประกอบเพลงของโตเกียวทาวเวอร์
บอกเลยว่าเจ๋งมาก ด้วยขนาดและการจัดคิวของแสงสีนี่เยี่ยมเลย คุ้มไปเลยที่มา
อันนี้เพลงช้าแบบหวานๆ ระหว่างเพลงก็มีแสงสีแบบต่างๆเข้ามาบิ้วท์
ถ้าเพลงเร็วๆก็เป็นแสง วูบวาบเร้าใจกันไป
 
มาสค๊อต โตเกียวทาวเวอร์ แบบว่าโนคอมเมนท์จริงๆ...Foot in mouth
 
กลับที่พักแวะคอมบินิตามฟอร์ม...
มื้อเย็น
 
 
จบวันที่ 5
สรุปค่าใช้จ่ายประจำวัน
etc. 440 yen
lunch 1050 yen
Sweet Factory 710 yen
Mangart Bearbrick 1,600 yen X3pcs.
Tokyo Tower Ticket 820 yen
เติมเงินบัตร Pasmo 1,000 yen
Big Cup Noodle 195 yen
Suntory All Free 147 yen
Total : 9,162 yen
 

 
 
 



edit @ 10 Jan 2012 21:09:50 by PARINYA

TOKYO DIARY 2011 : Day 4

posted on 22 Dec 2011 14:22 by illblog  in Livin
เขียนมาถึงวันที่ 4 แล้ว...
วันนี้จะไปแค่สองที่ อยากสบายๆ ค่อยๆเดินดูมากกว่าจะรีบๆดูให้คุ้มๆ ที่แรกจะเป็น Akihabara ย่านเด็กเนิร์ด
อีกที่เป็น Ginza ย่านไฮโซ
 
 
วันนี้ซื้อบัตร Pasmo และ Suica มาใช้กันแล้ว
เพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย ไม่ต้องไปกดซื้อชัตรที่ตู้ (เหมือนบัตรOctopusของที่ฮ่องกงนั่นแหละ)
 
อันนี้ Pasmo ชอบไอเดียของกราฟิกมาก
 
ของเอมซื้อของ Suica
 
ทั้งสองเจ้าใช้ได้เหมือนกัน Pasmo จะออกโดย Tokyo Metro ส่วนเจ้า Suica จะออกโดย JR
ซื้อขั้นต่ำ 2,000เยน เป็นมัดจำ500เยน เท่ากับใช้ได้ 1,500เยน 
แล้วก็มาเติมเงินที่ตู้เอง ขั้นต่ำในการเติมคือ 1,000เยน
ใช้แทนเงินสดตามคอมบินิก็ได้ สะดวกจริงๆ
 
นั่งรถไฟ JR จาก Ueno ไปสถานี Akihabara
 
อย่างที่รู้กันว่า Akihabara คือสวรรค์ของเหล่าโอตาคุ ก็นั่นแหละ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆWink 
 
ตั้งใจจะไปร้าน Super Potato ก่อนเลย แต่จำชื่อประตูทางออกไม่ได้ เลยมั่วๆกันไป
 
 
โผล่ขึ้นมาจากสถานีก็จะเจอวิวแบบนี้
 
 
มั่วๆทางออกมา ฟลุ๊คเจอร้านนี้ซะงั๊น Gundam Cafe...
เป็นร้านขนมกาแฟ ของคนคลั่นกันดั้มโดยเฉพาะ (ส่อเค้าโอตาคุ)
 
 
กันดั้มใส้ถั่วแดง เหมือนขนมไทยากินะผมว่า (มีหลายใส้ให้เลือก)
 
 
ของเล่นที่ฮิตมากที่นู่น เอามาทับกระดาษเมนูน่ารักดี
 
 
เค้าเอาไว้เล่นแบบนี้ ต๊องดี ชอบสุดๆ ต่อกันเป็นปิรามิดเลย (จริงๆมีเป็น Rilakuma ด้วย และก็แมวต่อตัว)
 
กินขนมเสร็จแล้ว (จริงๆคืออาหารเช้านั่นแหละ) ก็มาต่อร้านข้างๆ
เห็นที่นู่นฮิตวงนี้สุดๆ ย้ำว่าสุดๆ ถูกแล้ว AKB 48 นะเอง
 
 
โปรโมทกันทั้งเมือง
 
 
ที่หนักกว่าคือนี่เป็นคาแฟ่ของวงนี้เลย เอาใจแฟนๆ มีช๊อปขายของอยู่ข้างๆกัน เข้าไปข้างในก็จะเจอพวกชายโอตาคุยืนฮืดฮาดกันอยู่
 
เดินต่อไป 
 
 
 
ข้ามถนนไป
 
 
ข้ามมาจะเจอร้านข้าวนี้ ที่เคยบอกไว้เอนทรีก่อนนี้ว่า ร้านนี้คือเพื่อนแท้ เพราะมันถูก55 (มาเปิดที่ไทยแล้ว แต่ไม่ค่อยโดน)
คนยังเยอะอยู่ เลยไปเดินเล่นก่อน เดี๋ยวค่อยกลับมากิน
 
 
ระหว่างทางจะเป็นร้านของเล่น เกมเซนเตอร์ ร้านอุปกรณ์ ร้านเกม เรียกว่าโอตาคุซิตี้เลยแหละCry
 
 
 
เป้าหมายคือหารร้าน Super Potato เดินมาตามทางที่คนบอก จะเจอที่นี่ก่อน
CLUB SEGA มีตู้หนีบตุ๊กตา มีตู้สติ๊กเกอร์ อะไรประมาณนี้ ขึ้นไปถ่ายตู้สติ๊กเกอร์กัน (ทำให้นึกถึงตอน 14 ตอนที่ฉันถ่ายตู้ครั้งแรก...Foot in mouth)
มีให้เช่าชุดด้วย แต่เฉพาะผู้หญิงนะ
 
 
กาชาปอง
 
หนีบกันไป
 
Evangellion ยังคงฮิตอยู่ เหมือนเมื่อสิบปีที่แล้ว เนื่องจากภาครีเมคSurprised
 
เล่นเสร็จแล้วก็ออกมาหน้าร้าน ด้านข้างจะเป็นซอย
ตรงไปโลด ถ้าเลี้ยวขวาจะเจอร้าน Super Potato เลย ง่ายมากๆ
 
 
บรรยากาศ ณ อะกิฮาบาระ 
มีสาวเมดแจกใบปลิวด้วย แต่ไม่ได้ถ่ายรูปมา
 
 
เมดคาแฟ่ก็มากมาย
 
 
ร้านเกมจริงจัง
 
 
บอกแล้วว่าฮิต
 
 
 
ถ่ายรายการอะไรอยู่ไม่รู้
 
 
เมดคาเฟ่ต่างๆนาๆ
 
 
และแล้ว
ก็
มาถึง
ซะ
แล้ววว
แท่แท๊น Super Potato
เป็นร้านเกมออกไปทางเรทโทร มีสามชั้น ขอเริ่มจากชั้นบนสุดก่อน
เข้าไปจะเป็นตึกเก่าๆ ขึ้นลิฟท์ไปชั้นบนสุดโลด
 
 
บนสุดก็จะเป็นตู้เกมเก่าๆ คลาสสิคทีเดียว
 
 
 
 
เดินลงบันใดมา จะเป็นชั้นของเกมคอนโซล ระหว่างทางลงก็จะมีการตกแต่งกำแพงที่น่าดูชม
ออกแนวพังค์ๆFoot in mouth
 
 
 
ชอบอันนี้สุด
 
เป็นร้านเล็กๆ แต่อัดแน่นไปด้วยจินตนาการเมื่อตอนเด็กๆ (จนถึงตอนนี้ Cool)
 
 
 
ชั้นนี้จะเป็นเกมยุค Sega Saturn, Dreamcast, NeoGeo ฯลฯ
และซอฟท์เกมเป็นหมื่นเกม จัดเรียงไว้เป็นระเบียบ
 
 
แล้วก็มีเกมกดยุคคลาสสิค ที่ราคาโหดใช้ได้ แต่สำหรับคอลเลคเตอร์คงคลั่งไปเลย
สภาพดีมาก มีกล่องให้ด้วย
 
ตลับเกมบอยมือสอง มาแพ๊คขาย ราคาก็แล้วแต่เกมและสภาพ แต่เท่าที่ดูนี่ใหม่มากๆ
 
 
ตลับแท้ล้วนๆ
 
ลงมาอีกชั้นนึง ถือเป็นไฮไลท์ของทางร้าน เป็นยุคของ Famicom Undecided
 
วางขายกัน ราคาcompleteเซ็ทรวมadaptor อยู่ประมาณสองพันกว่าบาท ตามสภาพเครื่อง
 
 
เกมเยอะจริงๆ
 
 
ผนังนี้เป็นตลับแท้ Super Famicom 
 
 
ตลับ Famicom
 
 
Rockman ครบทุกภาพ ราคาสะใจสุดๆ เป็นเกมที่โตมาด้วยกันเลย
แต่ท้ายสุดก็ไม่ได้ซื้อเกมอะไรออกมา เพราะคิดว่ากลับไปคงไม่ได้เล่นบ่อย ขอเก็บกลับไปแต่ความทรงจำหอมๆเหมือนตอนเด็กๆก็พอ...
 
 
เดินเล่นต่อไป จะเจอแบนเนอร์หรือโปสเตอร์แบบนี้ตลอดทาง
 
หมวกแมวเหมียว
 
 
รถแต่ง เข้ากับสถานที่เสียจริง
 
 
 
 
ข้ามมาอีกฝั่ง ร้านรวงยังเป็นหมวดเดิมอยู่
 
 
เด็กหนุ่มหน้าร้านการ์ตูน
ร้านของเล่นเยอะจริงๆ แถมมีร้านการ์ตูนที่ด้านหลังเป็นป่า dvd ด้วย (ขอละไว้ในฐานที่เข้าใจ)
 
เดินๆไปเห็นเค้าถ่ายรูปอะไรกัน เอ็มบอกให้ไปแจมด้วย
จบจาก Akihabara ก็ไปต่อ Ginza
 
นั่งรถไฟมาไม่กี่สถานีก็มาถึง Ginza
 
คนละโทนกับย่านเมื่อกี๊ไปเลย โฮโซโลด
 
 
 
ร้างรวง แบรนด์เนมอยู่สองฝั่งข้างถนน สวยงาม แข่งกันให้ตัวเองโดดเด่น
 
 
วันนี้มีฝนปรอยๆ คนก็ถือร่มกันไป แต่แฟชั่นนิดนึง
 
เป้าหมายของวันนี้ไม่ใช่ร้านไฮโซอะไร เอมอยากไป Muji (ที่ใหญ่ที่สุด มีขายบ้านด้วย)
มี Loft ด้วย อยู่แถว yurakucho
ถึงแล้ว
 
 
 
หูฟัง  AiAiAi แพ๊คนี้สวย
เดิน Loft กันไป ของเยอะตามสไตล์ แยกกันเดินเสร็จเพื่อกาาประหยัดเวลา ก็นัดเจอกันแล้วไปต่อMujiข้างๆเลย
 
มีสองชั้น มีทุกหมวด คาเฟ่ ขนม อาหาร ของใช้ เครื่องเขียน เครื่องสำอาง แว่นตา เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ และ บ้าน
 
เป็นบ้านตัวอย่าง สองชั้น สวยเนียนมากๆ บ้านเล็กๆ แต่น่าอยุ่ที่สุด หลายๆอย่างออกแบบได้แนบเนียน
 
 
ขนมช่วงคริสต์มาส
เดินเสร็จก็ออกมาเดินเล่นต่อไป
 
ห้องจอดจักรยาน
 
 
 
อีกมุมนึงของ Ginza
 
 
ฟ้ามืดแล้ว ออกมาเดินเล่นตามเส้นถนนใหญ่ จะไปร้านItoyaกัน
 
ไฟตกแต่งเริ่มมาแล้ว
 
 
 
 
ตึก CHANEL มีจอledใหญ่มาก สูงประมาณ3ชั้นได้ สวยๆ
 
 
 
ดิสเพลย์น่ารักๆ
 
ถึงแล้วร้าน Itoya

เป็นร้านเครื่องเขียนที่เก่าแก่แห่งนึง ของเยอะมาก มีประมาณ7-8ชั้น แบ่งหมวดกันไป 
ใครชอบเครื่องเขียนนี่ห้ามพลาด ส่วนตัวผมชอบกว่า Tokyo Hands ซะอีกนะ
พวกกระดาษมีหลายแบบให้เลือก มีแบบกระดาษทำมือด้วย สวยมากๆ แต่ความสวยก็ตามราคากันไปนะ
 
แล้วก็ไปหาอาหารเย็นต่อ เดินมั่วๆ ไปเจอซอยที่ร้านเพียบ ราคาโอเค ไม่แพงเว่อร์
อร่อยดี อร่อยเลยแหละ
 
เสร็จแล้วก็กลับที่พักกัน
 
กลับมาถึง Ueno ก็เดินเล่นเพลินๆแถวตลาด Ameyoko (แต่ตลาดวายแล้วนะ)
 
 
ตู้กดน้ำเยอะ
 
กราฟิกน่ารักดี
 
รวมๆแล้วชอบ Akihabara มันดูแปลกออกไปดูมีวัฒนธรรมในแบบตัวเองชัดเจน มีความลึกลับบางอย่าง55Foot in mouth
 
ถึงโรงแรมแช่น้ำร้อนกับผงแช่ Muji อย่างเพลินSurprised
 
จบวันที่ 4
สรุปค่าใช้จ่ายประจำวัน
Pasmo 2,000 yen
Gundam Taiyaki 300 yen
ของฝาก Gundam 1,200 yen
Lunch Yoshinoya 430 yen
Sticker 200 yen
etc 1,050 yen
Rei figure 300 yen
Mario Pixel toy 500 yen
itoya paper 378,399,483 yen
Muji Bath Salt 100 yen
Muji Snack 500 yen
dinner 600 yen
Asahi clear 190 yen
Kirin Beer 265 yen
Battery 340 yeen
Onigiri 188 yen
Yoo Milk 147 yen
Total : 9,570 yen
 
 
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ทริปปีที่แล้ว 2010 ใช้อ่านประกอบกันได้ เพราะมีบางที่ๆคราวนี้ไม่ได้ไป กดตามลิงค์ด้านล่างได้เลย

1  2  3  3.2  4  5  6  7,8

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
 
 
 



edit @ 10 Jan 2012 21:10:14 by PARINYA

TOKYO DIARY 2011 : Day 3

posted on 19 Dec 2011 01:07 by illblog  in Livin
เขียนมาถึงวันที่สาม ต้องบอกอีกทีว่าเหล่านี้เป็นเหมือนไดอารี่มากกว่ารีวิวท่องเที่ยว เพราะตัดโปรแกรมออกไปเยอะ เที่ยวแบบสบายๆเท่าที่อยากจะไปนะจ๊ะCool
 
วันนี้ตื่นมาด้วยอากาศแจ่มใสอีกเช่นเคย แถมสถานที่ไปวันนี้ก็น่าสนุกไม่น้อย
 
 
ที่แรกที่ไปจะเป็นค่าเฟ่ ช๊อคโกแลตของ meiji ชื่อว่า 100% Chocolate Cafe (ร้านออกแบบโดย WonderWall ส่วนโลโก้และกราฟิกต่างๆออกแบบโดย Groovisions ซึ่งก็โดนก๊อปปี้โลโก้ไปตามระเบียบ โดยร้านขนมแห่งหนึ่งในห้าง Central World บ้านเรานี่เอง)
 
นั่งรถไฟใต้ดิน จาก Ueno ไปสู่ Kyobashi ไม่กี่สถานีก็ถึงที่หมาย...
 
 
 
ออกมาแล้ว เดินตรงไปสิบก้าวก็เจอเลย ง่ายแท้
 
 
 
ช็อคโกแลตรสต่างๆ สวยงามน่าสะสม  (แต่ราคาพอสมควรทีเดียว)
 
 
 
โปรดสังเกตุเพดาน
 
 
 
สั่งโกโก้เพรสโซ่ร้อนมาดื่ม ก็คือโกโก้ผสมกาแฟนี่เอง แต่รสของโกโก้จะนำ อากาศหนาวๆ เครื่องดื่มร้อนๆอร่อยๆ ตอนเช้า สุดยอดแล้วSurprised
 
 
 
ปกติแล้วร้านนี้จะมีช๊อคโลแลตประจำวันชิ้นเล็กๆให้ด้วย รสชาติก็จะผลัดเวียนกันไปจากหลายสิบสายพันธุ์ที่ทางร้านมี ของเราเป็นวันพ่อ 5 ธันวาพอดี
 
 
 
เสร็จเรียบร้อยก็นั่งรถไฟจาก Kyobashi ไปยังสถานี Shibuya ใช้เวลา(เท่าที่จำได้)ประมาณ 15-20 นาที
 
 
 
ฮะจิโค ผู้ซื่อสัตย์ จุดนัดพบสุดฮิตและสะดวกมากที่นึง
 
 
 
เมื่อโผล่มาจากสถานีไม่ว่าจะทางออกไหน ก็ต้องเจอแยกใหญ่นี้...แถมอากาศดีๆแบบนี้นี่ยิ่งทำให้อารมณ์ดีมากเข้าไปอีก 7เท่า...
 
 
คนรอข้ามถนน แต่ละฝั่งก็จะมีคนรอเยอะ ภาพที่ได้เมื่อสัญญาณไฟข้ามเป็นสีเขียวก็คือคนเดินสวนกันจากทุกทิศทาง แต่เป็นระเบียบแปลกดี
สำหรับผมแล้วชิบุยะก็คือภาพรวมทั้งหมดของผมที่ชอบในแนวทางของวัฒนธรรมป๊อป คือมันป๊อปมากๆ หวือหวา แต่ก็มีอะไรแทรกอยู่เล็กๆตามซอกตามหลืบ
ร้าน Local Brand เอาจริงเอาจัง ใส่ใจกับรายละเอียดของร้านตัวเอง ตั้งแต่ชื่อร้าน ของที่ขาย ถุง การจัดร้าน บริการ วิธีการนำเสนอ คือมันสะท้อนความใส่ใจของคนในชาตินี้มากๆCool
 
มีอีกตัวอย่างนึง เกี่ยวกับการข้ามถนน ที่มันสะท้อนหลายๆอย่าง
มีซอยอยู่ซอยนึงในชิบุยะนี่แหละ เล็กๆ ประมาณว่าเดิน 5 ก้าวก็ข้ามแล้ว คนมารอไฟข้ามถนนกัน ประมาณ 20-30 คนได้ จากทั้งสองฝั่ง ซึ่งปกติตามที่รู้ๆกันคือคนญี่ปุ่นเป็นคนมีระเบียบมาก
แต่มีเจ๊คนนึง คาดว่าคงรีบ เดินข้ามไปก่อนไฟให้ข้าม เดินไปเดี่ยวๆ ราวกับแคทวอร์ค ผมนึกว่าคนอีก 29 คนคงข้ามตามน้ำแน่ๆ (ตามสไตล์ไทย)
แต่เปล่า...ภาพที่เห็นคือ คนที่เหลืออยู่นั้นยืนนิ่งๆ รถก็ไม่มีผ่าน ไม่มีเลยซักคันเดียว อยู่นาน 3นาทีได้ ซอยที่ต้องข้ามก็เล็กมาก รอจนไฟข้ามถนนขึ้นค่อยข้าม
ช๊อตนี้ได้ใจผมไปเต็มๆ พิสูจน์ถึงความแน่นของวัฒนธรรมได้พอควรเลย... มันน่าอิจฉาจริงๆ
 
อ่ะ กลับมาเข้าเรื่อง... ข้ามถนนๆ แต่เป็นถนนใหญ่
 
 
 
 
 
 
 
รถบัสนี่ไม่แน่ใจเส้นทางกับราคา แต่จะวนเวียนมาส่งคนที่รูปปั้นฮะจิโค
 
 
 
เป้าหมายอันแรกคือตั้งใจจะไปร้าน Project 1/6 ของ Medicom Toy ซึ่งเป็นร้านแบบเฉพาะเจาะจง จะขายแต่สินค้าของMedicomที่มีขนาด 1/6 เป็นหลัก ที่สำคัญยังมีพวกสินค้า Exclusive น่าสนใจเยอะด้วย ราคาก็จัดว่าคุ้มพอสมควรเลย
 
จากการสืบแผนที่ทางไปร้านก่อนจะมา พบว่าไกลมิใช่น้อย แต่เอาเข้าจริง เดินตรงไปทางตึก Shibuya 109 ที่อยู่ตรงทางแยก แล้วให้เดินไปทางซอยขวามือ (สังเกตุอาดิดาสไว้) แล้วก็เดินตรงอย่างเดียวประมาณ 100 เมตรก็จะถึงที่หมาย ร้านอยู่ทางขวามือ (คนชอบของเล่นน่าจะแวะๆไป ถึงจะไม่เยอะ แต่ก็โอเค)
 
 
แต่ขอแวะนิดนึง
 
 
 
 
แท่แท๊นน~~ ถึงแล้ว
 
 
เล็งจากในเวบไซต์มาก่อนแล้วแต่วันนี้ยังไม่ได้ซื้อ มาอีกทีประมาณหลังจากบันทึกนี้สองสามวัน เลยได้ Bearbrick มาจำนวนนึง แล้วก็เคสใสสองกล่องใหญ่ในราคาคุ้มมากๆ แถมยังได้ Bearbrick มาอีกตัวซึ่งเป็น Exclusive ของทางร้านด้วย Smile
 
 
เวลาตอนนี้น่าจะบ่ายโมงได้ หามืื้อเที่ยงก่อน
เดินย้อนกลับมา เจอร้านเครื่องดนตรี เจ๋งดี ร้านมี 2-3ชั้น ไม่แน่ใจ เพราะดูแค่สองชั้น แวะเข้าไปดู ของมากมาย พวกเอฟเฟคกีตาร์ราคามือสองก็ถูกใช้ได้เลย
 
 
 
 
หามื้อเที่ยงต่อ เดินมาอีกนิดเดียว เราก็ได้เจอคู่แท้ของทริปนี้ Yoshinoya ซึ่งหลังจากนี้ก็ได้กินไปอีกหลายมื้อ ด้วยราคาที่จัดว่าถูกแล้ว(ของที่นั่น)
รสชาติโอเค บรยยากาศสมจริง คือในร้านก็เป็นพวกอาเฮีย คนทำงาน มานั่งกินกันเร็วๆ แล้วก็ไป นั่งประจันหน้ากัน แอบดูพฤติกรรมการกิน ดูสมจริงดี ชอบ
 
 
เสร็จปั๊ป ก็กะว่าจะไปศาลเจ้า Meiji Jingu ก่อน ซึ่งเมื่อคราวที่แล้วไม่ได้ไปเพราะปิดเร็ว คราวนี้เลยขอไปก่อนเลย เดี๋ยวเย็นๆค่อยกลับมาชิบุย่าอีกที
 
 
ว่าแล้วก็เดินไปทาง Meiji Street... 
 
 
เดินๆไป จะว่าไกลก็ไกล จะว่าใกล้ก็ใกล้ เดินไปแวะดูนู่นนี่ตามทาง เพลิน
 
 
เส้นนี้เป็นทางเส้นเลียบถนนใหญ่ ก็จะมีร้านน่าสนใจพอสมควร คร่าวๆเช่น
UT (Uniqlo เวอร์ชั่นเสื้อยืดเป็นใหญ่)
Lomography
Atmos
เป็นต้น
 
 
เดินมาสุดถนนจะเจอห้าง Laforet (เป็นห้างที่ผมชอบ มีแกลลอรี่ ร้านหนังสือดีไซน์ เสื้อผ้า แล้วชอบมีแคมเปญสนุกๆเป็นประจำ โปสเตอร์แต่ละงานก็สวยมากๆ เห็นงานสวยๆทุกครั้งที่ไป)
 
ข้ามมาก็จะเป็นสะพานเมจิ ที่เห็นอยู่ด้านล่าง ถ้ามาวันหยุดก็จะมีวัยรุ่นมา Cosplay กันตรงนี้แหละ
ศาลเจ้าที่จะไปกันก็อยู่ตรงนี้เหมือนกัน
 
 
 
ด้านหน้าทางเข้า
 
 
 
บรรยากาศดีมากๆ ร่มรื่นสุดๆ ต้นไม้ปกคลุมสองข้างทาง...
 
 
 
 
 
 
 
ในนี้ก็จะมีที่นั่งทานอาหาร ห้องน้ำอะไรครบครันในแบบเรียบง่าย พื้นที่กว้างพอสมควร วัดได้จากทางเดินเข้าไปด้านใน เดินอยู่ประมาณ 20 นาที
รื่นรมย์สุดๆ
 
 
 
 
มาถึงหน้าศาลเจ้าแล้ว
 
 
 
เข้าไปถึงก็จะเจอศาลาให้ตักน้ำ มาลูบหน้า และบ้วนปาก ก่อนเข้าไปในศาลเจ้า
 
 
 
ขายเครื่องราง ของที่ระลึกเล็กน้อย
 
 
 
 
 
ป้ายไม้ขอพรที่เห็นในการ์ตูน ขอเขียนไว้ซักแผ่น (แอบสงสัยนิดนึงว่าอย่างไม้ที่ใช้แบบนี้เค้าใช้ไม้ที่ปลูกทดแทนรึเปล่า เพราะดูจากจำนวนแล้วเยอะมาก ถ้าของทั้งประเทศนี่ต้องมหาศาลไปเลย)
 
 
 
 
แขวนไว้แถวใต้ต้นไม้ใหญ่ ใหญ่มาก สวยมากๆ
 
 
 
เสร็จแล้วก็ไปเดินแถว Harajuku St. (อยู่ตรงข้ามกับถนนทาเคชิตะ ที่คนเยอะ ขายของกุ๊กกิ๊กๆ)
ย่านนี้จะรวมฮิตร้านเท่ๆไว้เกือบครบ เช่น
Neighborhood
Supreme
Kiks Tyo
Swagger
Stussy
Bape
Beams
Birkenstock
Dr.Martens
Headporter
และร้านรองเท้า เสื้อผ้า อีกมากมาย แต่วันนี้จะมาเดินคร่าวๆ ไม่ได้มีเป้าหมายอะไรพิเศษ เดินเพลินๆไป (เดี๋ยววันหลังจะมาอีกรอบ มีรูปเพิ่มเติม)
 
 
 
ช๊อปของ Stussy มีสองชั้น (อีกชั้นอยู่ใต้ดิน)
 
 
 
เริ่มเย็นแล้ว จะกลับไปชิบุยะ แต่เมื่อยขามาก เดินมาทั้งวัน ของนั่งรถไฟนิดนึง
เท่าที่สังเกตุ เหมือนทางสถานีจะออกแบบระบบป้ายบอกทางใหม่หมดเลย ดูเป็นระเบียบมากขึ้น แถมขยายสถานีด้วย ทางออกเพียบ
 
 
 
 
ถึงละ ฟ้ามืดเรียบร้อย แต่คนยังคึกคักอยู่
 
 
 
แวะ Tokyu Hands ร้านขายของสารพัด ตั้งแต่เครื่องเขียน ชุดคอสเพลย์ ไปถึงอุปกรณ์ช่างไม้ แล้วมีเกือบสิบชั้น เต็มที่ไปเลย
 
 
 
หิวแล้ว ก็มานั่งกินราเมงหยอดเหรียญ ร้านเก่าๆหน่อย แต่ได้ฟิล
 
 
 
โปรดสังเกตุช้อนซดน้ำแกง ที่จริงควรเรียกว่ากระบวยมากกว่า -_-'
 
 
 
อันนี้ร้านน้องหมี Jackie ที่คุณเอ็มวนเวียนๆอยู่หลายครา พร่ำเพ้อจนถึงกลับมาไทย แต่ก็น่ารักจิงๆอ่ะ
 
 
 
ตรงข้ามกับร้านนี้ก็จะเป็นห้าง Parco Part1 และ Part3
ชั้น 3 ของห้างมีแกลลอรี่จัดงาน Bearbrick WorldWide Tour 2 อยู่ มาช่วงที่จัดพอดี
ค่าเข้าชม 300 เยน ต้องซื้อบัตรเข้าชม ถึงได้สิทธิ์ซื้อ Bearbrick และสินค้าพิเศษของงานนี้
 
 
แอบถ่ายรูปมา เป็นงานของศิลปินชื่อดังต่างๆ มาออกแบบและแฮนด์เมดกันบน Bearbrick 1000%
 
 
 
 
ดูเสร็จปั๊ป กะจะไปร้าน Camera Cabaret ร้านแห่งสารพัดกล้องทอย คือรวมฮิตแท้ๆเลย จัดว่าเป็นร้านในตำนานร้านนึงสำหรับผม ก่อน iphone apps จะมาทำลายความอนาล๊อกไป ซึ่งปกติจะอยู่ซอยด้านนอก แถวๆ Starbucks
ไปถึงปิดซะแล้ว เห็นแต่ป้ายนี้ รู้สึกเอะใจเล็กๆ ผ่านไปสามวันมาอีกที เค้าบอกว่าร้าน Camera Cabaret ย้ายไปอยู่ Daikanyama แล้ว แป่ว
 
 
 
หมดแรง กลับฐานทัพ
 
 
 
ตามสถานี้จะมีโปสเตอร์แคมเปญนี้อยู่ มีหลายดีไซน์ ประมาณว่าท่องเที่ยวทั่วญี่ปุ่น มีของดีหลายจังหวัดอะไรประมาณนี้ แต่ทำสวยดี ชอบเลย
 
 
 
มนุษย์กล่องแถว Ueno นี่เยอะจริงๆ ที่เห็นนี่จะยี่สิบกล่องได้ เรียงต่อกันหยั่งกับรถไฟ เรียบร้อยมาก
 
 
 
วันนี้ซื้อผงแช่อาบน้ำมาด้วย ได้ผลสุดๆ ชนิดว่าติดใจไปเลย แช่น้ำร้อนๆ ฟังเพลงเพราะๆ จิบเครื่องดื่มเย็นๆ โอว...นี่แหละชีวิต
 
 
 
เสร็จปั๊ปก็นั่งโซ้ยบะหมี่ถ้วยรอบดึก ดูทีวี เข้านอน
 
 
จบวันที่ 3
 
สรุปค่าใช้จ่ายประจำวัน
Ueno - Kyobashi 160 yen
Chocopresso 400 yen
Kyobashi to Shibuya 190 yen
Lunch Yoshinoya 680 yen
Guitar Pick for Bank 367 yen
ทำบุญที่ศาลเจ้า Meiji 510 yen
ผงอาบน้ำน้องหมูดำ 110 yen
Harajuku - Shibuya 160 yen
Dinner - 700 yen
Bearbrick WWT2 at Parco 300 yen
Bearbrick WWT2 Tokidoki 1,575 yen
ลิปมัน 200 yen
ทาโกะยากิ Gindako 300 yen
Shibuya - Ueno 190 yen
Noodle 195 yen
Total : 5,877 yen
 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ทริปโตเกียวปีที่แล้ว 2010 เอาข้อมูลมารวมๆประกอบกันได้ เผื่อใครสนใจ วันเรียงตามเลขเลย

1  2  3  3.2  4  5  6  7,8

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

 

 


 

 

 



edit @ 10 Jan 2012 21:10:33 by PARINYA

TOKYO DIARY 2011 : Day 2

posted on 17 Dec 2011 23:06 by illblog  in Livin
วันที่สองของทริป รูปเยอะหน่อยนะ วันนี้ก็จะไป วัดเซนโซจิ(อะซาคุสะ) อาโอยาม่า, โอโมะเตะซันโดะ, และปิดท้ายด้วยฮาราจุกุ
 
 
ออกจากโรงแรมมาประมาณ 10 โมง วันนี้อากาศดีทีเดียว เย็นๆ แต่มีแดด
 
 
 
เดินไปขึ้นรถไฟ Metro ไปสถานีอะซาคุสะ 160 เยน (อยู่ห่างจากโรงแรมไม่กี่สถานีเอง)
 
 
หน้าตาบัตรก็เป็นแบบนี้ (ยังไม่ได้ซื้อพวกบัตรสะดวกผ่าน เพราะวันนี้ใช้รถไฟน้อย ไว้จะซื้ออีกที)
 
 
ตัดภาพมาถึงในวัดเซนโซจิเลย มาเวลานี้คนเยอะทีเดียว ถ้าเทียบกับคราวที่แล้วที่มาแต่เช้าตรู่ เงียบกว่าเยอะ
แต่แบบนี้ก็คึกคักดีไปอีกแบบ
 
 
 
มีแกงค์ลูกเสือน้อยเข้าแถวหาเงินบริจาคอะไรซักอย่างอยู่ มีด้วยกันสองแถว ตะโกนกันอย่างเมามัน น่ารักมากๆ
 
 
 
วักควันเข้าตัวกันตามประเพณีความเชื่อ
หลังจากนั้นก็เข้าไปในโบสถ์ คุณเอ็มก็ลองเซียมซีไป โยนเหรียญลงรางไม้ไปตามแบบที่เค้าทำกัน ก็พบว่ามันก็
น่ารักดีไปอีกแบบ เพราะคราวที่แล้วไม่ค่อยได้ทำอะไรแบบนี้
 
 
เดินออกมาสวนข้างๆ วิวอะไรดูจะสวยไปหมดเลย เพราะอากาศแจ่มใส
 
 
 
ใบไม้ก็เปลี่ยนสี สวยงาม
 
 
ระหว่างทางเดินในวัดก็จะมีของที่ระลึก ขนมอะไรพวกนี้มากมาย แต่ขอข้ามไปเลยละกันนะ คิดว่ารู้กันอยู่แล้ว
 
 
ออกมาจากวัดก็จะเจอตึกอาซาฮีอันนี้ รูปปั้นพิลึกๆสีทองบนตึกนั่น(จริงๆแล้วเป็นฟองเบียร์) เป็นผลงานของ Philippe Starck นักออกแบบรุ่นใหญ่(มาก)คนนึง ผลงานระดับสากลมากมายนับไม่หวาดไม่ไหว เอานึกออกเดี่ยวนี้เลยก็ที่คั้นน้ำส้มหน้าตายานอวกาศ Juicy Salif
 
 
เสร็จปุ๊ปก็นั่งรถไฟ Metro จากอะซาคุซะมายังสถานี Aoyama เพราะสามารถเดินเชื่อมกับโซน Omotesando และ Harajuku ได้สะดวกมากๆ 190เยน
 
แต่ปรากฎว่าโผล่ผิดทางออก ทำเอางงเหมือนกัน แต่สุดท้ายก็หาทางกลับมาได้ Foot in mouth เสียค่าโง่ไปอีก 160 เยน
 
ตั้งใจจะมาโฉบๆร้าน Original Fake ซะหน่อย จริงๆแล้วก็หาไม่ยากเลย ถ้าเจอตึก Prada ก็ให้เดินไปซอยด้านหลังตึก ร้านจะอยู่ชั้นใต้ดิน
 
อันนี้ตึก Prada
 
อันนี้คือร้านที่ว่า เป็นร้านของ Kaws ศิลปินชาวนิวยอร์คนั่นเอง ในร้านก็มี Companion ผ่าครึ่งซีกตัวสูงซักสองเมตรกว่าได้ตั้งอยู่ สะใจจริงๆ แต่ถ่ายรูปมาไม่เต็มเลยไม่ได้เอามาโพสไว้
 
 
เสร็จแล้วก็เดินเล่นมั่วๆในแถว Aoyama ดู ก็เจอร้านน่ารักๆ สวยๆเต็มไปหมด
 
 
 
 
 
 
เดินจนหนำแล้วก็เดินกลับมาถนนโอโมเตะซันโดะต่อเลย ที่จริงก็เมื่อยนิดๆ เริ่มหิวแล้วด้วย เพราะนึกได้ว่ายังไม่ได้กินข้าวเลย 55 เดินเพลิน
 
มีความประทับใจทางเดินโซนนี้เป็นทุนเดิม ด้วยความสะอาด เดินกันเป็นระเบียบ ข้าวของสวยงาม ได้มาอีกครั้งก็รู้สึกเหมือนเดิม :)
 
 
เข้ามาในตึก Gyre เป็นตึกเท่ๆสีเทาๆ อยู่ตรงข้าม Omotesando Hills
ด้านบนก็จะมี MOMA Shop อยู่ ซื้อของเล็กๆน้อยๆกันไป (ไม่ได้ถ่ายรูปร้านมานะ)
 
อันนี้ภายในตึก Gyre
 
 
ที่จริงแล้วกะไว้ว่าจะตะลุยร้าน Kiddy Land ซักกะหน่อย แต่ปรากฎว่า ปิดปรับปรุงอยู่...-_-'
หรือจริงๆอาจจะย้ายไปที่อื่นเลยก็ไม่รู้ได้ เพราะไม่ได้เช็คมาก่อน เอาเป็นว่าจ๋อยนิดๆ
 
เลยเดินตัดเข้าไปใน Cat Street เลย ซึ่งเป็นเส้นทางเดินที่ผมชอบมากเป็นอันดับต้นๆของถนนช้อปปิ้งเลย เพราะร้านมันเล็กๆ น่ารักๆ แต่ของในร้านนี่ใช่ย่อย และถนนสวย โปร่งๆ มีคนขี่จักรยานไปมา ดูสบายดี
 
 
 
แต่แล้วความฟลุ๊คเล็กๆก็เกิดขึ้น เข้ามาปุ๊ปก็เจอ Kiddy Land ที่ย้ายมาเปิดใหม่ในเส้นนี้แทน อาการตอนนี้ไม่ต่างกับเด็กๆแล้ว เข้าไปด่วนๆKiss
 
 
Kiddy Land จะแบ่งหมวดของเล่นเป็นชั้นๆไป (ที่จริงก็คล้าย Yamashiroya อยู่เหมือนกัน)
ชั้นล่างก็จะเป็นของเล่นกุ๊กกิ๊กน่ารักกันไป ส่วนตัวผมเองจะไปดูพวกของเล่น Medicom Toy อยู่แล้ว ชั้นสองก็จะมีพอสมควร พวก Bearbrick อะไรแบบนี้ สนุกกันไป ราคาของมาตรฐาน ไม่แพงเว่อร์
 
 
เดินต่อๆไป
 
 
ร้านเด็ดๆในโซนนี้ (ความชอบส่วนตัว) ก็จะมี KIKS TYO เป็นร้านเสื้อผ้า Street-HipHop (เด็กไทยนิยมแบรนด์นี้...แต่เป็นของก๊อปปี้ -_-')
มีร้าน Santastic ที่ใครอ่าน Tokyo Tribe ก็คงไม่ต้องบอกอะไรกันมาก (อยู่ถัดจาก KIKS TYO ไปนิดเดียว)
 
 
อันนี้เป็นเหมือนโชว์รูมและแบรนด์ของ Naoto Fukasawa (ดีไซนเนอร์ผู้สร้างเอกลักษณ์มากมายให้ Muji)
ตัวแบรนด์เองชื่อว่า +-0 ที่จริงถ้าเป็นสาขา Aoyama จะมีคาเฟ่ด้วย
 
 
ดีสเพลย์น่ารักๆ ของร้านเสื้อผ้าผู้หญืงร้านนึง
 
 
 
หิวข้าวแล้ว ยังไม่ได้กินเป็นเรื่องเป็นราวเลย เวลาก็ประมาณบ่ายสามได้แล้ว เดินไปปลายๆถนนเจอร้านน่ากินดี แวะลองดู รสชาติใช้ได้ ราคา 780 เยน
 
 
รองเท้า Air Jordan III Black Cement ที่บ้านเราเข้าคิวรอ แต่ที่นี่ขายกันเกลื่อน (แต่แพงกว่าบ้านเรานะ)
 
 
ร้านปีนหน้าผา คือเหมือนเอาไว้ซ้อมปีนผา เป็นชมรมเล็กๆ มีคนนั่งดูสลับกันปีนสิบกว่าคน เจ๋งดี ดูจริงจัง
 
 
ร้านรองเท้าที่โด่งดังอีกอันนึง Atmos
 
 
แวะห้าง Laforet เห็นมีแคมเปญที่ทำกับ mt tape น่ารักดี เป็นกาชาปอง เลยบิดกันมาเล่นๆ
ตกแต่งก็น่ารัก ชอบๆ
 
 
ซื้อเครปข้างทางกินนิดนึง
 
 
เดินไปถึงริมๆของ Harajuku จะเจอกับเทือกของร้านรีเทลชื่อดัง BEAMS
 
 
ชั้น 3 ของร้านจะมีแกลลอรี่อยู่ เข้าชมฟรี
 
 
 
 
 
เดินต่อออกไปอีกหน่อย เพื่อไปหาร้านเสื้อผ้าอีกร้านนึง ชื่อ Mishka มาจากฝั่งอเมริกา แต่แนวทางการออกแบบของแบรนด์นี้สวยดี...ตอนแรกนึกว่าจะหายาก ปรากฎว่าเดินเลี้ยวไปก็เจอเลย
 
 
จบวันที่ 2 ไปแบบเมื่อยพอดู
 
บันทึกรายจ่ายประจำวัน
Metro Ueno-Asakusa 160 yen
Metro Asakusa-Aoyama 190 yen
ค่าโง่ขึ้นรถผิดป้าย 160 yen
ข้าวกลางวัน 780 yen
Bearbrick Eva01 2,604 yen
Bearbrick Eva02 2,604 yen
Bearbrick Tokidoki Wolf 1,575 yen
UT 1,500 yen
Crepe 190 ten
mt tape Laforet Gashapon 300 yen
mt tape 187 yen
Metro Omotesando-Ueno Hirikochi 190 yen
Cup Noodle BIG Curry 198 yen
Total Day 2 : 10,638 yen
 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ทริปปีที่แล้ว 2010 

1  2  3  3.2  4  5  6  7,8

edit @ 20 Dec 2011 01:36:19 by parinya

TOKYO DIARY 2011 : Day 1

posted on 12 Dec 2011 14:01 by illblog  in Livin
เป็นทริประหว่างช่วงวันที่ 3-10ธันวา ก็ไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เอง กลับมาแล้วถ่ายรูปมาเยอะก็เลยว่าจะเอามาทำเป็นรีวิวไดอารี่เล็กๆซะหน่อย
แต่รอบนี้จะมีบางที่ๆไม่ได้ไปเหมือนคราวที่แล้ว เดี๋ยวจะแยกลิงค์ไว้(จะเอาไว้ด้านใต้สุดของเอนทรี) เอาไว้อ่านประกอบๆกันไป เผื่อใครสนใจจะไปเที่ยวCool
 
ครั้งนี้ตัดโปรแกรมบางอย่างไปพอสมควร แต่ก็ยังอยู่แต่ในโตเกียวนี่แหละ (อยากซึมซับให้สะใจ Surprised) แล้วก็ไม่อัดโปรแกรมแน่นมาก หลวมๆหน่อย สบายๆ
(เอ็มจัดการโปรแกรมตลอดทริป)
 
Smileเอาเลยนะ
 
 

(รูปถ่ายวันแรกสากหน่อยนะ ใช้มือถือถ่าย)Foot in mouth
 
 
ออกจากสุวรรณภูมิประมาณ 6 โมงเช้า ไปถึงสนามบินนาริตะก็บ่ายสองโมงได้
 

 

เนื่องด้วยว่าอยากจะประหยัดค่าใช้จ่ายหลายๆทาง เลยเลือกนั่งรถไฟแบบ Keisei Main line เข้าเมืองแทน (ราคาถูกกว่า Skyliner พอสมควร)
Main line จะจอดตามป้ายต่างๆ (เหมือน cityline ของ airport link บ้านเรา)
ใช้เวลาถึง Ueno ประมาณ 80กว่านาที (ถ้าเป็น Skyliner จะประมาณ 40 กว่านาที)
 
 
ราคาตั๋ว 1,000 เยน (ซื้อตั๋วได้ที่เคาน์เตอร์ของ Keisei ได้เลย)

 

นั่งดูวิวกันไป เพลินๆ อากาศกำลังดี เพราะในรถไฟเปิดฮีทเตอร์ไว้

บ้านหลังเล็กๆกับทุ่งกว้างๆ...

ผ่านไป 80นาทีกว่าๆ ก็ถึงแล้ว สถานี Keisei Ueno โผล่ขึ้นมาก็จะเจอกับถนนใหญ่เลย ที่พักอยู่ฝั่งตรงข้ามกับสถานี สะดวกดี

สถานี Ueno จะเป็นเหมือนจุดเชื่อมหลักๆในการเปลี่ยนรถไฟสายต่างๆจุดหนึ่งของโตเกียวนะ จัดว่าเป็นสถานีใหญ่สถานีนึงเลยทีเดียว

วันนี้ไม่หนาวเกินไป แต่ลมแรงใช้ได้

ข้ามสะพานลอยมา (ถ้าใครเอากระเป๋าใบใหญ่มา เกรงว่าจะแบกขึ้นบันใดไม่ไหว เค้าจะมีลิฟท์อยู่ใต้สะพาน สะดวกสบายเหลือหลาย)

คราวนี้มาพักที่ NEW IZU HOTEL อยู่ห่างจาก Touhaneya Hotel ที่พักคราวที่แล้วไม่ไกลเลย ห่างกันประมาณสองบล๊อกเอง เดินตรงเข้าซอยไปเรื่อยๆก็เจอไม่ยาก ความสวยงามอาจจะสู้ไม่ได้ แต่ด้วยราคาที่ถูกกว่าก็ทำให้ตัดสินใจไม่ยากเท่าไหร่ (-v-)/

หนำซ้ำยังอยู่ติดกับ Lawson อีก สะดวกสุดๆ (ประหยัดได้มากกับมื้อเย็น)

เช็คอินเรียบร้อย เก็บของเสร็จสรรพ ประมาณ 4 โมงเย็นก็ออกไปเดินเล่นแถวๆ ตลาด Ameyoko จะไปหาอาหารเย็นกินด้วย ไปโลด

พอเข้าหน้าหนาวแล้ว พระอาทิตย์ตกเร็วมาก 5 โมงนี่มืดแล้ว หลงนึกว่า 2 ทุ่มประจำ -_-'

อันนี้กำลังเดินข้ามสะพานลอยกลับไปฝั่งตลาด (ชอบสะพานลอยอันนี้มาก เพราะมันกว้างมาก และเชื่อมไปหลายฝั่ง วิวดี ดึกๆชอบออกมาเดินเล่นประจำเลย)

เดินเข้าตลาด Ameyoko มาแล้ว ก็เลือกร้านอาหารมั่วๆเอา เข้ามาในร้าราเมง

กดๆกันไปจากรูปที่เห็นว่าน่าโซ้ย Undecided

ได้ข้าวเย็นมาเป็นเช่นนี้ แท่แท๊น~

รสชาติจัดว่าโอเคผ่าน คือหิวด้วย ไม่เรื่องมากหรอก ซัดไปอย่างรวดเร็ว ~~

เมื่อท้องอิ่มแล้ว ก็ถึงคราวตะลุยเป้าหมายของคืนนี้ ใช่แล้ว Yamoshiroya ตึกของเล่นเจ้าเก่า (อยู่หน้าตลาด Ameyoko เลยยังไงก็ต้องเห็น)

เทือก Gashapon ด้านหน้า ด้านในก็มีอีก เพียบบ

แต่ละชั้นก็แบ่งหมวดของเล่นกันไปเช่น 1F  เป็นของเล่นกุ๊กกิ๊ก 5F เป็นพวกพลาสติกโมเดล ใครบ้าพวกรถไฟนี่เพลินแน่นอน เห็นมีเยอะมาก แบ่งขายเป็นหัวรถไฟเดี่ยวๆด้วย ราคาจำได้ว่าประมาณ 400 บาทไทย

Nano Block ที่กำลังขายกันทั่วเมือง ท่าจะฮิตๆกันอยุ่

ซอก Lego สะใจมากๆ เยอะจริงอะไรจริง

แต่ส่วนตัวคิดไว้แล้วว่าจะไปสอย Bearbrick จำนวนหนึ่งเนี่ยแหละ ราคาโอเค แทบไม่ต้องหา วางขายกันจะๆ

ตัวกล่องด้านขวา เป็นคอลเลคชั่นคริสต์มาสของดีสนีย์ ใช้วิธีจับฉลากจากกล่องเอาแทนการซื้อ จับครั้งละ 500 เยน ได้กล่องนี้มา (มีเป็นสิบแบบ)

จบวันแรกไปเท่านี้ คราวนี้มีบันทึกค่าใช้จ่ายไว้ด้วย เอาไว้เตือนสติตัวเอง ฮ่าฮ่า

Keisei Main Line 1,000 yen

Greentea 150 yen

etc. 550 yen

Ramen 750 yen

Haircolor 500 yen

Bearbrick Popeye 1575 yen

Bearbrick Bailey 1575 yen

Bearbrick Unkle  1650 yen

Bearbrick Disney Christmas 500 yen

Drink 105 yen

Total Day 1 : 8,355 yen อุ๊กFoot in mouth

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ทริปปีที่แล้ว 2010 

1  2  3  3.2  4  5  6  7,8

 

Cool

edit @ 10 Jan 2012 21:10:51 by PARINYA

ออกแบบกล่อง!

posted on 09 Dec 2011 19:38 by illblog  in Livin
 
นั่งดูรายการทีวีอยู่ เจอรายการเกี่ยวกับการวิจัยกล่องใส่อาหารในซุปเปอร์ฯ
เอากล่องที่ผ่านการดีไซน์มาไม่ให้อาหารล้ม อาหารหก เป็นเรื่องเป็นราว มีศาสตราจารย์มาคุยด้วย รายการยาวจะเป็นชั่วโมงแล้ว บ้าจิงๆ โคดชอบเลย
 
ประมาณนี้
 
 
การออกแบบคือการแก้ปัญหา อันนี้จริงสุดๆ
 
 
 
ของพวกนี้เป็นเหมือนสิ่งที่ไม่มีดีไซน์ แต่จริงๆแล้วมันโคดจะมีเลย แต่เราไม่รู้ แต่การดีไซน์ของแบบนี้คงเน้นไปที่การใช้งาน ไม่ใช่หน้าตาหรอก อย่างไรก็ตาม มันทำให้ชีวิตพวกเราง่ายขึ้น จ๊าบ

ซื้อมาแล้วซื้อมาจนได้

posted on 08 Dec 2011 20:24 by illblog  in Livin
 
ได้ของแต่หัววัน แต่หนักไม่น้อย เดินหิ้วทั้งวัน ฝนตกบวกหนาว
แต่กลับมาโรงแรมแล้วรู้สึกคุ้มแล้วที่ซื้อมา